something in Macau วันที่ 2:) (ต่อ)

posted on 02 Jul 2009 12:21 by namween

ต่อกันเลยนะคะ (ตอนนี้ว่าง ไม่แน่ใจว่าเค้าจ้างมาทำไรกันแน่ 55) จากนั้นคือ เริ่มเรียงไม่ถูกแล้วอ่ะค่ะ เข้าใจว่าไปที่ pawn shop ค่ะ ค่าเข้า 5 เหรียญมั๊งคะ ถ้าจำไม่ผิด เข้าไปเถอะค่ะ มีอะไรน่าสนใจมากมายเลยค่ะ ที่สำคัญ บนชั้นสามค่ะ เค้าจะมีเป็น "ห้องสมุดของกิมย้ง" ค่ะ คนที่แต่งไตรภาคมังกรหยกอ่ะค่ะ น่าสนใจมากๆ ค่ะ มีตัวอย่างดาบมังกรมาให้ดูด้วย ของจำลองค่ะ ใหญ่มาก

Photobucket

ส่วนอันนี้เป็นปกหนังสือค่ะ ต้นฉบับเลยค่ะ ดาบมังกรหยกค่ะ

Photobucket

ส่วนอันนี้เป็นต้นฉบับหนังสือของกิมย้งค่ะ น่าจะเป็นลายมือค่ะ

Photobucket

ต่อมาค่ะ อันนี้เท่ห์มากค่ะ เป็นหนังสือการ์ตูนของนิยายกิมย้งค่ะ เวอร์ชั่นภาษาไทย ก็มีอยู่ในห้องสมุดนี้ด้วยค่ะ

Photobucket

หลังจากนั้นก็ไปเที่ยวไหนไม่ได้ค่ะ เพราะต้องรีบไปย้ายโรงแรม ก็เดินกลับมาโรงแรม เอาของที่ฝากไว้ออกมาแล้วก็เดินไปขึ้นรถเมล์หน้าลิสบัวเพื่อไปเกาะไทปาค่ะ

ที่พักชื่อ Taipa Square ค่ะ เหมือนโรงแรมทั่วไปในมาเก๊าค่ะ จะมีบ่อนอยู่ด้วยในตัว ลงสถานีสนามจ๊อกกี้อะไรซักอย่างเนี่ยแหล่ะค่ะ เกือบลงไม่ทัน เพราะว่ากระเป๋าก็หนัก รถก็แน่นค่ะ ตอนแรกตามรายทางเห็นแอบเปิดประตูหน้าให้ลง เราเลยไม่ได้ขยับกันค่ะ (รถที่นี่เหมือนที่เกาหลีค่ะ ขึ้นหน้าแล้วลงหลังค่ะ) แต่พอถึงป้ายเราไม่ยอมให้ลงข้างหน้า เลยต้องฝ่าฝูงชนเยอะมากกก ไปลงด้านหลังน่ะค่ะ สายตาคนมาเก๊ามองแบบ ยัยสองคนนี้ไม่รู้จักเตรียมตัวเลย อะไรประมาณนี้

ตามแผนที่เค้าบอกว่าอยู่หลัง 4 faces buddha เราก็มองหากันใหญ่เลย อยู่ตรงไหนฟระ สรุปคือพระพุทธรูปสี่หน้าหน้าโรงแรมเลยค่ะ ข้ามถนนมาจากป้ายรถเมล์ก็ถึงแล้วค่ะ หน้าโรงแรมจะอยู่ในซอย เดินจากถนนไปประมาณสามเก้าค่ะ ไม่ใช่ถนนใหญ่นะคะ

Photobucket

พอเอาของไปเก็บเรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทางกันอีกรอบนึงค่ะ เป้าหมายอยู่ที่ Fisherman's Wharf ค่ะ โดยตกลงกันว่าจะนั่งรถเมล์ไปลงลิสบัว (อีกแล้ว) แล้วก็เดินค่ะ เพราะดูจากแผนที่ไม่น่าจะไกล

พอลงจากลิสบัวแล้วก็เจอโรงแรมนึงค่ะ จำชื่อไม่ได้ (แล้วทำไมไม่จด) อยู่หน้าสุดเลยค่ะ มีน้ำพุเต้นระบำด้วยค่ะ สวยมากๆ นั่งดูอยู่นานเลยค่ะ แล้วก็เดินเลียบแม่น้ำไปค่ะเพื่อจะไปถ่ายรูปเจ้าแม่กวนอิมในน้ำค่ะ แต่ว่าพอเดินมาได้นิดนึงก็ต้องสะดุดตากะสิงโตตัวนี้จาก MGM ค่ะ ใหญ่มากกกกกกกกก จริงๆ

Photobucket

ปัญญาถ่ายมีแค่นี้เองค่ะ 555

เดินต่อเลยนะคะ ไม่นานก็เจอเจ้าแม่กวนอิมค่ะ แต่เสียดายเค้าปิดแล้ว เลยได้แค่ถ่ายจากข้างนอก

Photobucket

แล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ ไกลมากอย่างที่สุด แต่ยังดีที่เป็นกลางคืน ไม่มีแดดแล้ว เลยเดินได้เรื่อยๆ สบายๆ ค่ะ แต่ converse มันใส่นานๆ แล้วบีบอ่ะค่ะ ไม่ไหว สุดท้ายต้องถอดรองเท้าเดิน :)

ในที่สุดเราก็เดินมาถึง อยู่ตรงข้ามกับ Sand พอดีเลยค่ะ (ถ้าจำไมผิดนะ) เป็นโรงแรมและคาสิโนที่ใหญ่มากอีกที่นึง เข้าใจว่าเป็นเครือเดียวกับเวเนเชียนค่ะ แล้วก็ปิดค่ะ Fisherman ปิดแล้วค่ะ สามทุ่มเองมั๊งคะตอนนั้น ได้แต่เข้าไปซื้อของฝากค่ะ มีของน่าสนใจเยอะทีเดียว

วันนี้ขอจบแค่นี้ค่ะ เดินเหนื่อยแล้ว เพราะเราเดินกลับมาขึ้นรถที่เดิม (แต่เดินไม่ถึงค่ะ แอบขึ้นรถเมล์ก่อน) แล้วก็กลับมานอนค่ะ ง่วงมากกกก

ก่อนไป พรุ่งนี้จะพาไปเที่ยวโคโลอานค่ะ ตำนานทาร์ตไข่และเจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชาค่ะ :)

something in Macau วันที่ 2:)

posted on 20 Mar 2009 15:20 by namween in Travel

ว่างอีก มาเล่าต่อดีกว่า  ดองไว้นานละ จนมีเรื่องใหม่จะมาเขียน ^^

คราวก่อนที่ติดชื่อร้านไว้ ร้านชื่อ Wong Chi Kei นะคะ ต้องขอบคุณหนังสือของไอ้คุณน้อง แต่จำไม่ได้ว่าของใคร ขอโทษด้วยนะคะ แต่เป็นหนังสือที่ดีจริงๆ แจ่มมาก

เริ่มวันที่สองด้วยการเดินตระเวนหาร้านโจ๊กที่มีปาท่องโก๋แท่งยาวขาย เนื่องจากเช้ามากกกก จริงๆ เลยยังไม่ค่อยมีคนเปิดร้าน เลยเดินมาตรงที่เป็นตลาดเมื่อวาน อยู่ตรงไหนจำไม่ค่อยได้แล้วอ่ะ (!?!?!)

มาดูหน้าตาโจ๊กกัน

Photobucket

ก็เป็นโจ๊กที่อร่อยดีนะ แต่ดูจากในรูปอาจจะไม่เห็น แต่ขอบอกว่าเป็นโจ๊กที่ชามใหญ่มากกกก กินไม่หมด จริงๆ แอบเห็นเค้ามีชามเล็ก แต่แบบ ด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษาน่ะนะ เลยแบบ แหะๆ เหลือ

Photobucket

อันนี้เป็นร้านโจ๊กนั่นเอง ราคารวมแล้ว สิบสองเหรียญครึ่งพอดิบพอดีค่ะ

ต่อไป เราก็จะไปวัดอาม่ากันต่อ เป็นแบบเหมือนที่บังคับที่ทุกคนมามาเก๊ากันแล้วต้องไปอ่ะนะ ก็เดินไปขึ้นรถตรงฝั่งตรงข้าม Senado ส่วนเบอร์รถเนี่ย ... ลืมจดอ่า แต่ว่าไปดูที่ป้ายรถเมล์ได้เลย เค้าจะมีเขียนบอกไว้หมดว่าไปที่ไหนมั่ง ก่อนจะขึ้นรถก็นับป้ายกันซะดิบดีว่า จอดสิบห้าป้ายแล้วลง พอถึงป้ายที่สิบสี่ คนก็เฮโลกันลงเกือบหมดรถ เหลือกะเหรี่ยงนั่งกันอยู่สองอัน คุณลุงคนขับหันมาส่งภาษาจีน ประมาณว่า "นี่พวกแกไม่ลงกันรึงาย จะรอไปลงที่ senado เลยมั๊ย" (อุ้ย ขอโทษ ใช้คำไม่สุภาพหน่อยนะค้า เพื่อให้ได้อารมณ์นั้นจริงๆ) พอคุณลุงหันมาส่งสายตาพร้อมกับภาษาจีนชุดใหญ่ เราเลยจำเป็นต้องลงกันที่ป้ายที่สิบสี่ (ทำไมเล่า ก็ยังไม่ครบซะหน่อย ไล่ลงมาทำไมเนี่ย หรือว่าจะเข้าอู่รถแล้ว) มองซ้ายมองขวา เดินมาอีกสามก้าว อ้าว! นั่นมันวัดอาม่านี่ นี่ถ้าไม่ได้คุณลุงนั่น คงได้เดินกันอีกยาว

นี่คือวัดอาม่าค่ะ

Photobucket

เดินไหว้พระกันจนเหนื่อยเลย ทั้งร้อน ทั้งควันธูป เยอะไปหมดค่ะ พอขาลง คุณน้องเธอเหลือบไปเห็นเจ้าสิ่งนี้ค่ะ

 

Photobucket

คือ เหมือนคล้ายๆ กับมาขอพรอะไรกันประมาณนี้ค่ะ อาม่านี่ก็เก่งเนอะ อ่านไห้หลายภาษาดี (น่าน นรกแล้วมั๊ยล่ะ) พวกเรานี่ก็มีมารยาทกันมากค่ะ แอบอ่านของเค้าไปเรื่อย จริงๆ ก็ไม่เชิงแอบอ่ะนะ คือเห็นกันโต้งๆ เลยอ่ะ 55

ต่อนะคร้าบ ตรงนั้นจะมีพิพิธภัณฑ์ทางน้ำ อะไรซักอย่าง เพราะว่าอาม่าเนี่ย ล่องเรือมา อะไรประมาณนี้อ่ะค่ะ (อะไรของเธอเนี่ย!!!) แล้วก็จะมีหินก้อนนี้ ที่เค้าสลักเรือเอาไว้ ใครผ่านมาผ่านไปก็จะต้องเอามือมาลูบนะค้า

 

Photobucket

จากนั้น ไอ้คุณน้องมันก็กางแผนที่ค่ะ อุ๊ย อยากดูนู่นดูนี่ ไปนะๆๆ เดี๋ยวเดินไป (ดูในแผนที่มันก็ใกล้หรอกนะ โดนหลอกดิ่) ตอนแรกๆ ก็เดินได้อยู่หรอกนะ เอาล่ะ เริ่มกันเลยละกัน เดินมาทางข้างวัดอาม่า เป็นซอยค่ะ ไม่เล็กไม่ใหญ่มาก ถ้าหันหน้าเข้าทางวัดก็จะเป็นซอยทางซ้ายมือค่ะ เริ่มที่นี่ค่ะ

 

Photobucket

สุสานชาวมัวร์ค่ะ ไม่ได้เข้าไปข้างในค่ะ ไม่รู้เค้าให้เข้าป่าว แล้วก็หาทางเข้าไม่เจอด้วย อิอิ แต่รถที่มาส่งของเนี่ย เหอๆๆๆ

เดินต่อนะคะ

Photobucket

บ้านแมนดารินอ่ะค่ะ ตอนแรกเดินไปแล้วก็หาทางเข้าไม่เจอ ทางเข้าจะต้องเดินผ่านตัวบ้านมาอีกนิดอ่ะค่ะ แล้วเลี้ยวซ้าย จะเป็นซอยเล็กๆ แต่ปรากฏว่า เค้าไม่ให้เข้าค่ะ เพราะว่ากำลังปรับปรุงอยู่ อดเลยยยย พี่ยามเฝ้าบ้านพูดภาษาไทยได้ด้วยค่ะ บอกว่ามีคนไทยมาบ่อย

Photobucket

ต่อค่ะ อันนี้เป็นบ้านลิเลา เป็นจตุรัสเลยค่ะ เป็นกลุ่มบ้าน มีหลายบ้านอยู่ สวยดีค่ะ แล้วก็เดินเลี้ยวขวาขึ้นไปทางบ้านนี้ล่ะค่ะ เป้าหมายต่อไปของไอ้คุณน้อง (ขอบอกว่าไม่ใช่ของเราแน่ๆ อ่ะ) เป็นโบสถ์ค่ะ เพนย่าค่ะ (ภาษาไทยเขียนยังไงไม่รู้ แต่อ่านได้ประมาณนี้ล่ะค่ะ) เอาล่ะค่ะ ทางเดินนะคะ พอต่อจากบ้านลิเลาแล้วก็เดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายค่ะ จะมีป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ ค่ะ Pehna Church ก็อาศัยป้ายนี่แหล่ะค่ะ เดินไปเรื่อยเปื่อย เดินไปก็ด่าไอ้คุณน้องไปว่า ถ้าเดินขึ้นไปแล้วมันไม่มีนะ แกตายแน่ๆ ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน ทั้งหิว ก็มันเที่ยงกว่าแล้วนี่คะ ท่าทางก็ไม่มีร้านอาหารขายอีกตะหาก มีแต่ทางขึ้นเขา ป้ายก็ชี้ไปเรื่อยอ่ะค่ะ พอเดินมาถึง ทางเข้าจะไม่ชัดนะคะ ต้องเดินขึ้นไป มันจะมีคล้ายแมนชั่นอยู่ขวามือ แล้วโบสถ์อยู่ซ้ายมือค่ะ ทางเข้าจะหลบๆ อยู่ ต้องเดินขึ้นไปอีก แต่พอมาถึงแล้วก็ได้วิวประมาณนี้ค่ะ

Photobucket

รูปนี้แอบโกงแสงมากไปหน่อยค่ะ แหะๆ แต่แดดก็แรงใช้ได้เลยค่ะ สงสัยไม่ได้ทำรูปโบสถ์ไว้แน่ๆ แล้วรูปก็ดันหายไปอีก ขัดใจจริงๆ (สรุปแล้วกว่าจะหาโบสถ์เจอ ต้องเดินกลางแดดอยู่ประมาณเกือบชั่วโมง ดำได้อีกค่ะ ไม่ได้เว่อร์ด้วย) แอบไปเจอรูปที่อัพไว้เวบอื่น เอามาให้ดูเล่นค่า

Photobucket  

มีอีกๆ

Photobucket  

ไปต่อกันดีกว่าค่ะ หลังจากนั้นเราก็เดินไปทางป้ายที่เขียนเป็นกลุ่มโบสถ์ทั้งหลายค่ะ (จำไม่ได้แล้วจริงๆ มันครึ่งปีมาแล้วนิ) ตอนนั้นร้อนบวกหิวหน้ามืดไม่สนใจอะไรแล้วค่ะ ปล่อยมันถ่ายรูปไปคนเดียว

Photobucket  

แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ มีร้านอาหารพอดีค่ะ ได้กินซะที

Photobucket

จานนี้ล่ะค่ะ แต่ถึงจะหิวหน้ามืดแค่ไหนก็ไม่หมดค่ะ ได้แค่ครึ่งเดียวเอง เพราะจานใหญ่มากค่ะ ตาโตสั่งกันคนละจาน คุณน้องมันสั่งข้าวผัดเสปนอะไรของมันไม่รู้ค่ะ จานใหญ่เหมือนข้าวผัดกุ้งสำหรับกินสิบคนบ้านเราเลยค่ะ จานใหญ่มาก มือนี้หมดไปยี่สิบเหรียญค่ะ คุ้มชะมัด ถ้ามาสองคน ทานจานเดียวก็พอค่ะ เหลือแล้วเสียดายอ่ะค่ะ

อ่ะต่อค่ะ อิ่มแล้วมีแรงเดินต่อค่ะ เป้าหมายต่อไปของเราคือ Guia ค่ะ เป็นป้อมที่อยู่บนเขาค่ะ ขาไปก็นั่งรถ สายอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้อีกละ นั่งไปลงตรง เอิ่มมมม ที่ไหนซักที่นึง แหะๆ แต่ว่ามันไม่ถึงค่ะ ต้องเดิน ตอนแรกๆ ก็เดินตามกลุ่มคนสี่คนไปค่ะ เป็นชาวต่างชาติ ดันพาหลงอี๊ก เลยปยิบแผนที่ที่เอามาจากการท่องเที่ยวมาเก๊าที่ประเทศไทยค่ะ โอ๊ย เยี่ยมมากๆ เลยค่ะ ละเอียดมากกก มีไว้ไม่หลงชัวร์ค่ะ ชื่อถนน ชื่อแยกนี่ตรงเป๊ะเลยค่ะ ก็เดินตามแผนที่ไปเลยค่ะ ซักพักนึง (ถ้าไม่เดินหลงไปก็แป๊บเดียวค่ะ) ก็มาถึงจุดขึ้น cable car ค่ะ นั่งกระเช้าขึ้นไป ซื้อแบบไปกลับเลยค่ะ เท่าไหร่ไม่รู้ จำไม่ได้อีกแล้ว (แล้วก็ไม่รู้จักจดนิ) แต่ไม่แพงค่ะ เพราะขืนให้เดินขึ้นไปอีกต้องตายแล้วค่ะ ทีนี้ ไม่ไหวแน่ๆ พอขึ้นมาแล้วก็เจอนี่ก่อนเลยค่ะ ตะขอ เอ๊ย สมอค่ะ สมอยักษ์

Photobucket  

และแล้วค่ะ เราก็มาเจอกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่อยากจะเจอที่สุด ล้อเล่นค่ะ ล้อเล่น ก็สนุกดีค่ะ แปลกๆ ดี เราถ่ายรูปเล่นๆ กันอยู่ซักพัก ก็มีชายหนุ่มมาขอคุณน้องถ่ายรูปค่ะ เหย ไม่ใช่ ขอให้คุณน้องถ่ายรูปให้ค่ะ หลังจากนั้นก็เริ่มบทสนทนาที่ไม่มีวันสิ้นสุดกันเลยค่ะ

"Where are you from?"

"Thailand, you?"

"!?@?!@!?"

"Sorry?"

"!?@?!@!" กะเหรี่ยงสองคนก็ยังทำหน้างงอยู่ ด้วยความที่สงสัยว่า นี่ชั้นโง่ภาษาอังกฤษ หรือมันพูดไม่รู้เรื่องฟระ

พูดอย่างช้าและชัด เนื่องจากหมดความอดทน "Earth"

(กะเหรี่ยงสองคนคิดในใจเหมือนกัน แล้วหันมาพูดกันเป็นภาษาไทย "นี่มันเป็นอะไรของมันมากป่าวเนี่ย")

"Oh" เงียบไปซักพักเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

แล้วเฮียแกก็ชวนคุยไปเรื่อยเลยค่ะ สรุปใจความได้ว่าเค้าเป็นคนมาเก๊า แต่เรียน finance หรืออะไรซักอย่างอยู่ที่ออสเตรเลียค่ะ นี่คือกลับมาเยี่ยมบ้าน ยังไม่เคยมาที่นี่เลยมาเที่ยวนู่นนี่ ประวัติออกมายาวยืดมาก (ครือ กรูไม่อยากรู้งัย - ขอโทษนะคะที่ต้องใช้คำหยาบ แต่ความรู้สึกตอนนั้นมัน.. - อยากถ่ายรูป เข้าใจมั๊ย ไม่ได้อยากฝึกภาษาอังกฤษ ที่ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง) ไม่จบซะทีค่ะ เลยต้องทนฟังมันไป เดี๋ยวจะหาว่าคนไทยไม่มีมนุษยสัมพันธ์

เลยได้รูปมาแค่นี้ค่ะ T-T''

Photobucket

ไอ้คุณน้องก็น่ารักม๊ากมากค่ะ ปล่อยให้ดิชั้นคุยอยู่คนเดียว ตัวเองเดินไปถ่ายรูปหน้าตาเฉย นั่นแหล่ะค่ะ หมดอารมณ์ คือประมาณว่า ถ่ายรูปบนป้อมเสร็จแล้วก็ยังตามมาพูดอีก พูดๆๆๆๆๆ ไม่รู้จักจบสิ้นซะที เหมือนจะตามไปไหนไปกัน จนเราต้องถามว่า นี่ขึ้นมางัยเนี่ย พอเค้าบอกว่าเดินมา ก็แอบหันไปถอนหายใจแล้วบอกว่า แต่เรานั่ง cable car ขึ้นมานะ (เย่) เค้าก็เลยอาสาไปส่ง (จะไปส่งทำม๊ายยยยย ชั้นเดินของชั้นเองได้ ไม่หลงหรอกน่า วุ้ย ยุ่งจริง หล่อก็ไม่หล่อ 55 - รู้นะมีหลายคนอยากรู้ข้อเท็จจริงอันนี้) นั่นแหล่ะค่ะ โชคดีระหว่างทางเจอพี่คนไทยสองคน เค้ามาเที่ยวเหมือนกัน เลยแบ่งให้เอาไปฟังบ้าง ได้พักหนึ่ง พอถึง cable car เราก็นั่งลงไปกับพี่สองคนนั้น ส่วนตานั่น (ชื่ออะไรยังจำไม่ได้เล้ย ขอโทษเหอะ) ก็เดินลงเขาไป

จ๊ากกก นึกว่ารอดแล้วเชียว เดินลงมาทันอีก วิ่งเร็วชะมัด พี่คนไทยก็เลยบอกให้เค้าพาไปป้ายรถเมล์ 55 เสร็จเรา ไม่ต้องไปหลงเอง แล้วก็มาแยกกันตอนขึ้นรถเมล์ (นึกว่าจะตามมาอีก)

แล้วพวกเราก็กลับมาที่ Senado กันค่ะ ขอจบช่วงกลางวันไว้เท่านี้ก่อนละกัน เด๋วมาต่อช่วงเย็นค่ะ

หมายเหตุ ข้อความด้านล่างนี้เป็นเพียงการให้คำแนะนำเป็นการทั่วไปที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์เพื่อประโยชน์ในการศึ่กษาประกอบ หรือเป็นความรู้ประดับเท่านั้น ดังนั้น ในสถานการณ์และปัจจัยที่แตกต่างกัน อาจทำให้ข้อมูลแตกต่างกันไป ไม่ว่ากันหากจะอ่านเพื่อประกอบไว้เป็นความรู้เท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้นำไปอ้างอิงไม่ว่าอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม ทั้งนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ดังนั้น (อีกที) ถ้าใครมีอะไรแก้ไขเพิ่มเติม เม้นท์ได้เต็มที่นะคะ เพื่อประโยชน์สุขแห่งชาวสยามค่ะ

ตอนแรกเขียนเรื่องมาเก๊าค้างไว้ กะว่าจะอัพก่อนเพราะนานมากและ แต่เผอิญว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้ ได้มีโอกาสไปทำอะไรใหม่ๆ มา แล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย เลยมาปาดบล็อกตัวเองซะงั้นเลยดีกว่า เหตุผลอีกอย่างคือ ช่วงนี้เครียด รมณ์ไม่ค่อยดี เลยคิดว่ามาทำประโยชน์ซะมั่ง เผื่อคนที่กำลังเครียดเรื่องนี้ จะได้เครียดน้อยลงไปหน่อย แล้วก็จะได้มีคนเครียดบนโลกน้อยลงอีกคน

เห็นชื่อแล้วก็อย่าเพิ่งตกใจว่ามันจะแอบเป็นทางการไปนิดนึง ว่าแล้วก็เริ่มเลยดีกว่า

จบมา ทำงานมาสามปี ก็เพิ่งจะมีครั้งนี้แหล่ะ ที่ได้ทำเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลด้วยตัวเองจริงๆ ซักที เผอิญว่าเพื่อนน้า(หลงผิด)มาให้ช่วยทำเรื่องตั้งผู้จัดการมรดกให้ เราก็ด้วยความห่าม รับไปก็ได้(ฟระ) คงไม่มีอะไรหรอก(มั๊ง) ว่าแล้วก็หน้าด้านรับทำให้ โดยที่ไม่ได้นึกเล้ยว่าหน้าอย่างแกน่ะ ไม่เคยทำเรื่องนี้นี่ ทำไม่ได้แน่ๆ

ได้เรื่องมาก่อนอื่นก็โทรหาพี่ที่ทำงาน ขอตัวอย่างไรงี้ แล้วก็เริ่มหาข้อมูลในเนต ตามประสามือใหม่ แต่ก็อย่างว่าอะนะ ใครเค้าจะมานั่งเขียนให้ละเอียดขนาดนั้น (หรือเพราะโง่หาไม่เจอก็ไม่รู้) แล้วก็โทรหาเพื่อนให้มั่วไปหมด ทุกคนก็ให้ความร่วมมือกันอย่างดียิ่ง ได้ข้อมูลมาก็เริ่มทำๆๆๆๆๆ เพิ่งรู้ว่าใช้เอกสารเยอะมากทีเดียว ไล่ให้ดูเลยละกันนะ

1. ต้องมีคำร้องก่อน อันนี้สำคัญมาก คำร้องขอจัดตั้งผู้จัดการมรดก (ก็คือใช้แบบคำร้องทั่วไปนั่นแหล่ะ) หาได้ตามเนตนั่นเอง มีแบบสำเร็จรูปมาให้กันเลยทีเดียว ก็ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย

2. ใบแต่งทนาย อันนี้สำคัญเช่นกัน แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าก่อนอื่นก็ต้องมีทนายก่อนนะค้า (ในกรณี้ที่ไม่ได้ขอให้ท่านอัยการทำให้) แล้วก็ต้องมีตั๋วทนายด้วยนะคะ ไม่ใช่ทนายทั่วไป

3. คำร้องขอประกาศหนังสือพิมพ์ เผื่อโดนคัดค้าน อันนี้ก็หาได้ทั่วไปตามเนตเช่นกัน

4. บัญชีพยานค่ะ ส่วนใหญ่จะอ้างแค่ตัวผู้ร้องเท่านั้นเพื่อขึ้นแท่นพยาน แล้วก็จะอ้างพวกเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หาได้ตามเนตเช่นกันค่ะ

5. บัญชีทรัพย์ อันนี้ง่ายค่ะ แค่บอกว่ามีอะไรอยู่เท่าไหร่ (เอาที่เกี่ยวข้องกับที่เรามาขออะค่ะ อย่างเช่น ถ้าขอเรื่องที่ดิน ก็ระบุเฉพาะที่ดิน ถ้าขอเรื่องของในธนาคารก็ระบุแค่นั้น เพราะว่าเวลาศาลท่านสั่งแล้ว ก็จะสั่งเป็นการทั่วไป ไม่ต้องมาขอเรื่อยๆ ค่ะ)

6. บัญชีเครือญาติค่ะ อันนี้ไม่มีแบบค่ะ ตามสะดวก แต่ต้องระบุทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกให้ครบนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ บิดามารดาผู้ตาย คู่สมรสและบุตรของผู้ตายค่ะ ก็ทำเป็นแบบ family tree ก็ได้ค่ะ (ว่าจะไม่เขียนภาษาอังกฤษแล้วเชียว อดไม่ได้)

7. ข้อนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในปฐพีค่ะ เอกสารแนบคำร้องค่ะ ก็จะเป็นพวก ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุลของผู้ตาย (ถ้ามี) ใบมรณบัตร ทะเบียนสมรส ทะเบียนบ้านผู้ร้อง ทะเบียนบ้านผู้ตาย

8. ยัง ยังไม่หมด อันนี้ตะหากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด "หนังสือให้ความยินยอม" ค่ะ ไม่มีแบบ แต่จะเป็นประมาณว่า ทายาททุกคนให้ความยินยอมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก แล้วทายาททุกคนก็ลงชื่อค่ะ ไม่มีอันนี้ หมดกันทุกอย่างเลยนะคะ :)

เอกสารหมดยังน้า น่าจะหมดแล้วนะก็จะประมาณนี้ค่ะ

เวลาเขียนคำร้องก็เขียนทั่วๆ ไปค่ะ ผู้ตายเป็นใคร ตายเมื่อไหร่ ที่ไหน เพราะอะไร ผู้ตายมีทายาทกี่คน ผู้ร้องเป็นใคร แล้วมีเหตุอะไรทำให้จะต้องมาขอศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก เช่น ไปโอนที่ดิน แล้วเค้าให้กลับมาขอคำสั่งศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก เป็นต้น ทายาทให้ความยินยอมแล้ว ผู้ร้องไม่เป็นคนประเภทต้องห้าม อะไรประมาณนี้ค่ะ

ทีนี้มาถึงวันไปยื่นค่ะ อย่าลืมตรวจสอบเขตอำนาจศาลก่อนไปนะคะ จะได้ไม่โดนไล่กลับมา เสียเที่ยวเปล่าๆ เราไปที่ศาลจังหวัด(แต่อยู่ในกรุงเทพฯ) แห่งหนึ่ง ขอสงวนนามค่ะ ไปถึงก็แบบไปเอ๋อซักพัก แล้วก็ตรงเข้าไปที่ช่องรับฟ้อง หรือเขียนว่าไรประมาณนี้แหล่ะ (ตกลงช่วยได้มาก) แล้วก็ยื่นไปค่ะ พี่เค้าก็จะตรวจๆๆๆๆ แล้วก็ให้เราไปจ่ายเงิน จ่ายสองเด้งนะคะ ค่าคำร้อง 200 แล้วก็ค่าประกาศหนังสือพิมพ์อีก 500 ค่ะ (จะแพงไปไหน???) จ่ายตังค์เสร็จ สบายใจแล้วก็กลับไปช่องเดิมค่ะ เพื่อให้เค้านัดวันไต่สวนคำร้องให้ แค่นี้ค่ะ ไม่มีอะไรมาก

มาถึงวันไต่สวนดีกว่า (วันนี้ที่รอคอย ศุกร์ 13) ครุยก็ไม่มี สูทก็ไม่มี ต้องยืมคนนู้นคนนี้ไปทั่ว 555 ศาลนัดแปดโมงครึ่งค่ะ ตื่นเต้นไปตั้งแต่แปดโมง นัดคุณน้าเจ้าของคดีที่ศาล ก็แบบนั่งรอไปเรื่อยๆ ซักพักก็จะมีพี่หน้าบัลลังก์ออกมา แล้วก็เรียกเราไปดูเอกสาร ทีนี้แหล่ะค่ะ ความเอ๋อเริ่มปรากฏอย่างเห็นได้ชัด โดยที่ไม่ต้องนำสืบกันเลยทีเดียว พี่เค้าก็ถามว่าเตรียมคำให้การ หรือคำเบิกความพยานอะไรประมาณนี้มารึป่าว ไอ้เราก็ ด้วยความที่มีพี่ที่รู้จักกรุณาให้แบบฟอร์มมา (แต่ก็เขียนไม่เป็น แล้วก็เกรงใจไม่กล้าถามเค้า ทำไปผิดๆ ถูกๆ) ก็เอาไปให้เค้าดู ปรากฏว่าก็ใช้ไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้ลงเอกสารแนบเป็นหมาย ร. กรรม พยามจะบอกเค้าว่าเอาไฟล์มา แล้วพี่เค้าก็บอกว่า ไม่เป็นไร พี่เตรียมไว้แล้ว แหะๆ ก็เอามาตรวจ แล้วก็ผ่านไปซักพัก พี่เค้าก็บอกว่า ให้เอาสำนวนไปปั๊ม เราก็แบบ ปั๊มอะไร(วะ) ก็พยามถามอีก เพราะปั๊มไม่เป็น (ขอโทษจริงๆ นะคะพี่ หนูรู้ว่าพี่งานเยอะ แต่...) เค้าก็บอกว่า ปั๊มลงเอกสารแนบร. เราก็ยังทำหน้าเอ๋ออยู่ เผอิญมีพี่ทนายที่นั่งอยู่อีกฝั่ง แต่แบบมาคดีอื่นไรงี้ ก็ได้โปรดเข้ามาช่วยเด็กหญิงผู้โง่เง่าคนนี้ พูดขึ้นมาว่า เด๋วผมช่วยดูให้ก็ได้ครับ โอ๊ย ใจดีมากมาย ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้เช่นกัน ซาบซึ้งมากๆ ไม่งั้นคงตายไปแร้ว เราก็แบบหยิบสำนวนออกมา

สรุปไอ้ที่ปั๊มก็คือ จะเป็นกรอบสี่เหลี่ยม เขียนประมาณว่า คดีหมายเลขดำอะไร ผู้ร้อง/โจทก์/จำเลย ขออ้างเอกสารหมาย ... (กรณีนี้ก็เป็น ร.1 ร.2 จ.1 จ.2 ล.1 ล.2 ว่าไป) จำนวน ... แผ่น อะไรประมาณนี้ จำไม่ค่อยได้ พอปั๊มเสร็จก็เขียนหมายเลขคดี แล้วก็หมายเลขเอกสารแนบให้ตรงกับคำให้การพยาน นั่นแหล่ะ เวลาปั๊มก็ปั๊มชิดขอบขวาของตัวเอกสารนิดนึง แล้วก็ปั๊มตรงที่ว่างๆ นะ เพราะว่าศาลท่านจะเขียนอะไรๆ ทางด้านซ้ายมือเสมอ (ไม่ได้รู้เองหรอก พี่ทนายท่านนั้นกรุณาบอกมา)

ก็หมดไปหนึ่งภารกิจเอ๋อ ต่อไปก็เอาไปคืนพี่หน้าบัลลังก์ พอท่านจะขึ้น ก็ต้องหยิบครุยมาใส่ ใส่ก็ไม่เป็นอี๊ก ตลกดี พอท่านขึ้น ท่านก็จะเรียกคดี พอดีเราเป็นคดีแรก (อายอ่ะ คนเต็มห้องเลย) ท่านก็เรียกไปถามว่า มีสำเนาเอกสารแนบมารึป่าว (คือจริงๆ เราอ่ะมี แต่ไม่รู้ต้องควรทำไง) เราก็แบบเก้ๆ กังๆ เดินไปหน้าบัลลังก์ เผอิญท่านเปิดดูในสำนวนแล้วเห็นว่ามีปั๊มๆ ในนั้นแล้ว ท่านก็เลยบอกว่า อ่อ อ้างในสำนวน แล้วท่านก็สอนว่า คราวหลังให้ทำสำเนามาด้วย จะได้เปิดง่ายๆ

ท่านก็ตรวจไปซักพัก แก้นิดๆ หน่อยๆ แล้วท่านก็บอกว่า อ่ะ พยานมาสืบได้ (หรืออะไรประมาณนี้) เราก็ไปเชิญพยานเรามาขึ้นแท่น แล้วก็ให้น้าเค้าสาบานตน เวลาสาบานตนเนี่ย ถ้าเป็นพุทธ ก็จะต้องพนมมือด้วย แล้วก็อ่านข้อความตามที่เขียนเอาไว้ได้เลย

พอเสร็จเราก็แบบ เอาแล้ว ชั้นต้องสืบเองมั๊ยเนี่ย แอบตื่นเต้น แต่เผอิญศาลท่านก็กรุณาเห็นถึงความตื่นเต้นของเรา ท่านก็เลยสืบให้เรียบร้อยเลย แหะๆ ใจดีมากมาย (แล้วมาเขียนแบบนี้จะเป็นไรมั๊ยนี่)

นั่นแหล่ะ ทุกอย่างก็เลยผ่านไปได้ด้วยดี (รึป่าว) แล้วพอเสร็จก็อยู่รอคัดคำสั่ง ก็ต้องลงไปเขียนคำร้องขอคัด แล้วก็จ่ายตังค์ แล้วก็ไปรับเอกสาร (แต่รอนานมาก) ก่อนจะออกจากห้องพิจารณาก็เจอพี่ทนายใจดี ก็ถามเค้าว่าจะกลับแล้วหรอ เค้าก็อุตส่าห์สอนส่งท้ายว่า เวลาท่านถามว่ามีสำเนามารึป่าว ให้ตอบว่า "ขออนุญาตอ้างเอกสารในสำนวน" ใจดีจริงๆ 55

นั่นแหล่ะ (อีกครั้ง) ก็ต้องขอขอบพระคุณทุกคนมา ณ โอกาสนี้ ที่ทำให้การขึ้นศาลครั้งแรกของเราเป็นไปด้วยดี (คิดว่านะ)

แต่สิ่งที่รู้สึกแย่ก็คือ เผอิญตอนไต่สวนคดีเรา ก็จะมีองค์อื่นที่สืบเรื่องอื่นไปด้วย หูไม่รักดีก็แอบไปฟังเค้าคุยกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องทำยอม เรื่องค้างหนี้อะไรประมาณนี้ เฮ้อ แอบเสียใจ ที่ชอบมากก็คือ ตอนท่านสืบไป ท่านก็จะสอนลูกหนี้ไปด้วย อันนี้ดีมากเลยอ่ะ นับถือๆ จบดีกว่า