IELTS กะ TOEFL

posted on 09 Nov 2008 14:43 by namween

ทำม๊ายยย ทำไม คนชอบถามกันว่า IELTS กะ TOEFL อันไหนยากกว่ากันคะ แล้วจะสอบอันไหนดี

ด้วยความที่เราเองก็อยากรู้เหมือนกันเลยลองไปสอบมันทั้งสองอันเนี่ยแหล่ะ เปลืองดี แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี แต่อาจจะมีข้อคิดดีๆ ให้คนที่ยังตัดสินใจอยู่ พอพิจารณาได้ (หวังว่านะ)

เริ่มยังไงดีล่ะ อืมมม อ่า เริ่มจากการสมัครก่อนละกัน การสมัครก็ต่างกันและ สำหรับ IELTS นััน เข้าใจว่าในกรุงเทพฯ เนี่ยต้องไปสมัครที่ศูนย์ของเค้า ไม่มีออนไลน์นะคะ ต้องกรอกใบสมัครไปเองเลย กรอกกันสนุกไปเลยสามสี่หน้า สีสวยดี (ใบสมัครดาวน์โหลดได้จากเวบค่ะ เด๋วจะแปะไว้ให้) เราไปสมัครที่ British Council สาขาสยาม ง่ายดี ใกล้บ้าน อยู่ตรงศูนย์หนังสือจุฬาฯ เลยค่ะ เดินเข้าไปขึ้นบันไดด้านซ้ายมือ กดบัตรคิว แล้วก็รอพี่ๆ เจ้าหน้าที่เรียก

เอาเวบไปก่อน เด๋วลืม http://www.britishcouncil.org/TH/thailand-exams-ielts-registration-fees.htm

ใบสมัครก็กรอกไปตามนั้นเลยค่ะ อย่าลืมเอารูปใหญ่ๆ ไปเลยนะคะ 2 รูป ขนาดใหญ่กว่ากรอบที่เค้าให้ไม่เป็นไรค่ะ แปะไปโลด ประมาณสองนิ้วนะ ถ้าจำไม่ผิด เอาแบบหน้าใหญ่ๆ เลยค่ะ

NOTE ในใบสมัครเค้าจะมีให้กรอกที่ที่จะให้ส่งคะแนนไปให้ ถ้ามั่นใจก็กรอกไปเลยค่ะ เค้าส่งให้ 5 ที่ฟรี ไม่งั้น ถ้ามาให้เค้าส่งให้ทีหลังต้องเสียตังค์ที่ละ 500 ค่ะ

ส่วน TOEFL อันนี้ง่ายกว่าตรงที่ไม่ต้องเดินทางค่ะ เพียงแต่ท่านมีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตที่มีอัตราเร่งซักหน่อย (ที่จะไม่แฮงค์เวลาทำการจ่ายตังค์น่ะ) ก็สามารถสมัครได้แล้วค่ะ โดยที่เข้าไปที่เวบไซต์ของ ETS อันนี้เลยนะคะ http://www.ets.org แล้วเค้าก็จะมีให้เลือกว่าจะสอบอะไร เราก็เลือกตรง TOEFL ค่ะ แล้วก็ทำตามขั้นตอนได้เลยค่ะ ก่อนอื่นก็ต้องดูศูนย์สอบด้วย ว่าอะไรอยู่ที่ไหน จะได้ไม่หลงเวลาถึงวันสอบนะคะ

เวลาที่ควรสมัคร สำหรับ TOEFL ขอแนะนำให้รีบสมัครแต่เนิ่นๆ ไว้ซักสองเดือนก่อนวันสอบจริง จะดีมาก เพราะว่าศูนย์สอบดีๆ จะเต็มเร็วมาก (อันนี้เราก็แนะนำไม่ได้เพราะว่าเราสอบอยู่ศูนย์เดียว) ก็ถ้ารู้วันสอบก็รีบลงเลย ส่วน IELTS ไม่มีปัญหาเรื่องศูนย์เต็มค่ะ (ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะ เพราะตอนแรกเค้าบอกเราว่ารับร้อยแปดสิบ วันสอบจริง สอบตั้งสองร้อยกว่าคนแน่ะ) แต่ก็รีบไปสมัครแต่เนิ่นๆ ก็ดีเหมือนกันนะคะ

ราคา อันนี้ปัจจัยสำคัญค่ะ ไม่แตกต่างกันมากนัก IELTS มีราคาคงที่อยู่ที่ 5,700 บาทต่อการสอบหนึ่งครั้งค่ะ ในขณะที่ TOEFL อยู่ที่ 160 เหรียญสหรัฐฯ ค่ะ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 5,600 บาท ทั้งนี้ ขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นค่ะ

วิธีการจ่ายเงิน TOEFL ใช้บัตรเครดิต ชำระเงินแบบออนไลน์ค่ะ ส่วน IELTS จะใช้เงินสดก็ได้ บัตรเครดิตก็ได้ค่ะ แล้วแต่สะดวก เพราะชำระหน้าเคาน์เตอร์เลย

วันสอบ TOEFL ค่ะ จะสอบกับคอมพิวเตอร์ โดยที่เค้าจะเตรียมกระดาษ กะดินสอ (เยอะมาก) ไว้ให้ เป็นดินสอไม้นะคะ ใครไม่ถนัดก็เอาดินสอกดเข้าไปได้ค่ะ เค้าไม่ว่า (ที่ศูนย์เราเป็นเกณฑ์นะ) ส่วนข้าวของเครื่องใช้ ถ้าสำคัญติดตัวได้ค่ะ ไม่สำคัญ เป็นกระเป๋าใบใหญ่ๆ ก็วางไว้หน้าห้องตามฟอร์ม

ส่วน IELTS strict มากๆๆๆๆๆ ถ้าไม่จำเป็น แนะนำให้ไปแต่ตัวกับบัตรประชาชนเท่านั้นค่ะ ไม่อนุญาตให้มีสิ่งแปลกปลอมใดๆ ในห้องสอบทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ดินสอ ปากกา เพราะเค้าจะเตรียมไว้ให้แล้ว เป็นดินสอไม้เหมือนกัน สามารถขอเติมได้ตลอดเวลาค่ะ แต่ว่าการฝากของที่นี่จะเป็นระบบมากค่ะ จะฝากตามเบอร์ที่นั่งของเราเลย ไม่มีหายแน่นอนค่ะ โทรศัพท์ กล่องแว่น กระเป๋าตังค์ใดๆ ก็ไม่ได้นะคะ เอาเข้าไปได้แต่แว่น หน้าห้องก็จะมีตรวจอีกที เพราะฉะนั้น ไม่ต้องคิดจะแอบเอาอะไรเข้าไปเลยค่ะ ไม่รอดสายตาผู้คุมวิญญาณแน่นอน (ล้อเล่นนะคะ อิอิ)

ข้อสอบ มาถึงส่วนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เนื่องจากทั้งสองอย่างมีการแบ่งการสอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะไล่ตามไปทีละหัวข้อเลยนะคะ เพียงแต่ว่าจะเรียงไม่เหมือนกันค่ะ โดยที่ IELTS จะเป็น listening reading writing และจบที่ speaking ค่ะ ส่วน TOEFL จะเริ่มที่ reading ต่อด้วย listening และ speaking และจบที่ writing ค่ะ

NOTE สำหรับ TOEFL ก่อนทำข้อสอบเค้าจะมีให้ลองไมโครโฟน ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตามกรุณาอย่ากดปุ่ม stop test เด็ดขาด เพราะมันจะทำให้ออกจากการแข่งขันไปเลยค่ะ กดมาแล้ว เสียเวลาไปสองชั่วโมง สงสารคนคุมกะคนที่สอบด้วยมาก

ทีนี้มาไล่ความยากของแต่ละ part กันดีกว่าค่ะ

listening ขอเริ่มด้วยอันนี้เลย ระดับความยากง่ายของสิ่งที่ให้ฟังก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ค่ะ แต่เราว่า TOEFL ยากกว่านิดนึง เพราะมันมีหลายแบบ และมีหลายอัน เยอะมาก มีทั้งแบบสนทนาในชีวิตประจำวัน แล้วก็แบบเลคเชอร์อะไรแบบเนี้ยอ่ะค่ะ ส่วนของ IELTS จะเป็นประมาณบทสนทนาของคนค่ะ ฟังชัดเจนอยู่ ถ้าตอนที่เค้าลองลำโพงแล้วเราไม่ได้ยินนะคะ บอกเค้าไปเลยค่ะไม่ต้องเกรงใจ เพราะว่าเค้าจะไม่ปรับให้เราในระหว่างการสอบค่ะ

สิ่งที่แตกต่างกันคือคำถามที่ถามค่ะ IELTS จะยากกว่าตรงที่ถ้าฟังไม่ทันก็คืออาจจะทำไม่ได้เลย เพราะว่าคำถามส่วนใหญ่เป็นให้เติมคำค่ะ ถ้าหลุดคือจบกันเลยค่ะ บอกลากันได้เลย แล้วอีกอย่างคือ พยายามมีสมาธิตลอดเวลานะคะ เพราะคำถามจะอยู่ติดๆ กัน ถ้ามัวแต่ไปคิดคำตอบแล้วลืมทำข้อต่อไปก็แย่เหมือนกันค่ะ ถ้าเกิดกรณีว่าฟังไม่ทันไปแล้วให้ข้ามไปทำข้อต่อไปเลยค่ะ เพราะว่าบทสนทนาจะดำเนินไปตามคำถามค่ะ ถ้ารู้สึกว่าเค้าพูดเรื่องต่อไปเลย ให้ข้ามข้อที่ทำไม่ได้ไปเลยค่ะ อย่ามัวเสียเวลา อีกอย่างที่สำคัญมาก (เพราะเป็นประสบการณ์ของเราเอง) กรุณาดูข้อสอบให้ครบทุกข้อทุกหน้านะคะ ไม่ใช่ว่าพอเห็นหน้าสุดท้าย (ก่อนหน้าปิด) ก็แบบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ไม่ได้ฟังต่อ อันนี้อาจจะมีเฮได้ค่ะ เดาก็ไม่ได้ด้วย เพราะไม่ใช่ช้อยส์ ดูตัวเลขให้ครบ 40 นะคะ ถ้าไม่ครบแสดงว่ามันยังไม่หมดค่ะ พลิกไปพลิกมาให้ครบ 40 ให้ได้นะคะ อ่อ คำถามไม่ยาก (มั๊ง) ค่ะ จะแบบตรงๆ เลย แต่ต้องตั้งใจฟังทุกคำจริงๆ ค่ะ บางทีเค้าใช้คำไม่เหมือนกัน ไม่ได้เป๊ะๆ ขนาดนั้นค่ะ

ส่วน TOEFL โอ้วแม่เจ้า แม้มันจะเป็นช้อยส์ทุกข้อ แต่ว่าคำถามยากมากค่ะ อันนี้จะดีกว่าตรงที่ เราได้ตั้งใจฟังจนจบก่อนแล้วถึงจะมีคำถามมา ทำให้เราไม่เสียสมาธิค่ะ พูดง่ายๆ คือเราต้องตั้งใจฟังตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วโน้ตไว้ก็ได้ค่ะ มันช่วยได้มากจริงๆ คำถามก็จะต้องคิดมากกว่า IELTS ค่ะ บางทีก็ถามความรู้สึกอะไรแบบนี้ (แล้วจาไปรู้ได้งายยยย???)

reading อันนี้ไม่ต้องมีคำบรรยายค่ะ เกิดมาทำข้อสอบ reading ไม่ได้ครั้งแรกก็ TOEFL ครั้งที่สองก็ IELTS นี่แหล่ะค่ะ ยากมาก ทั้งสองอัน จะมี 3 passage เท่ากัน ให้เวลา 1 ชั่วโมงเท่ากัน (ถ้าจำไม่ผิด) โดยที่ TOEFL จะให้ทำอันแรกก่อน 20 นาทีแล้วสองอันหลังอีก 40 แต่ IELTS นี่กรุณาบริหารเวลาเองค่ะ แนะนำให้ลองทำข้อสอบเก่าดูจะได้รู้แนวว่าเค้าจะถามแบบไหนค่ะ TOEFL ก็จะเป็นช้อยส์ค่ะ แล้วข้อสุดท้ายให้เลือกประโยคสรุป ทำไม่ได้ก็เลือกๆ ไปเหอะค่ะเผื่อฟลุ้ก เพราะเวลาหมดแล้วมันตัดเลย เลือกไม่ทัน (ประสบการณ์ตรงเหมือนกัน)

อ่อ สำหรับ IELTS ถ้าเค้าให้วางปากกา กรุณาทำตามนะคะ ไม่งั้นอาจโดนกาข้อสอบได้ง่ายๆ กันเลยทีเดียว แล้วก็ข้อสอบจะเป็นให้เลือกหัวข้อกับ paragraph แล้วก็มี true false (not given) อะไรแบบนี้ มีเติมคำบ้าง ยากทีเดียวค่ะ

writing จะบอกว่าคล้ายๆ กันมันก็ไม่เชิง เราว่าข้อ 2 ที่เป็นหัวข้อเปิดนั้นมีส่วนคล้ายกันค่ะ เป็นให้เราแสดงความคิดเห็นต่อหัวข้อที่ให้ ส่วนข้อ 1 ต่างกันค่ะ IELTS จะเป็นการให้อธิบาย graph, table, chart อะไรประมาณนี้ ลองหาข้อสอบเก่ามาดูค่ะ จะได้ได้คำศัพท์ไปเยอะๆ ส่วน TOEFL อันนี้เป็น integrated ค่ะ จะว่าง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก แล้วแต่ดวงค่ะ ว่าได้อันที่ฟังรู้เรื่องรึป่าว เค้าจะให้เราอ่าน passage ก่อน (ไม่ยาวมากนัก) แล้วก็ให้เราฟัง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพูดค้านกะที่เราอ่านค่ะ แล้วก็ให้เรามาเขียน ตอนเขียนเค้าก็จะมี passage มาโชว์ข้างๆ ค่ะ พยามฟังให้รู้เรื่องแล้วจดไว้เยอะๆ นะคะ จะได้เขียนได้ดีๆ ค่ะ

ความแตกต่างอีกอย่างคือ IELTS เขียนมือค่ะ ทรมานมาก ต้องนั่งเขียน นั่งลบ แถมต้องนับคำเองอีก เวลาที่เขียนก็จะไม่พออยู่แล้ว ส่วน TOEFL พิมพ์เท่านั้นค่ะ ใครพิมพ์ไม่เป็นกรุณาไปฝึกด่วนค่ะ จะได้ไม่เสียเวลา แล้วเค้าจะมี word count ให้ เขียนไปเยอะๆ เลยค่ะ ไม่ต้องกลัวเกิน ยิ่งเขียนเยอะยิ่งดีค่ะ (ตราบใดที่เขียนไม่ผิดนะคะ อิอิ) เกินมากซักห้าสิบหรือร้อยคำกำลังงามค่ะ

speaking อันนี้เป็นด่านหินของเดี๊ยนเลยอ่ะ ไม่ชอบพูดอ่ะ มีปัญหากะสิ่งที่ต้องพูดตลอดเวลา ดูคิดไม่ออก เริ่มที่ IELTS ก่อนละกัน เพราะชอบมากกว่า (ไม่ได้บอกว่าง่ายกว่านะ) สอบตอนบ่ายค่ะ เค้าจะมี examiner มานั่งพูดกะเรา คำถามแรกๆ ก็จะแบบเกี่ยวกับตัวเรา เตรียมไปให้เยอะที่สุดเลยค่ะ จะได้ไม่ต้องไปนั่งคิดตอนนั้น แล้วเค้าก็จะถามคำถามสุ่มๆ เรา เค้าจะมีใบคำถามอยู่แล้ว ให้เราพูดตามในใบนั้น ก็จะมีเวลาให้คิด 1 นาที พูดประมาณ 1-2 นาที ก็พูดไปจนกว่าเค้าจะสั่งให้หยุดล่ะค่ะ แล้วเค้าก็จะถามเราไปเรื่อยๆ ประมาณ 15 - 20 นาทีต่อคนค่ะ

ส่วน TOEFL พูดอัดลงคอมไปเลยค่ะ มีกี่คำถามจำไม่ได้ หกมั๊ง แต่ว่าแบ่งเป็นสามแบบ แบบแรกถามความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆ ไปค่ะ เวลาพูดประมาณนาทีนึงแล้วก็คิดประมาณสิบห้า ถึงสามสิบวิ แล้วแต่ข้อค่ะ อันนี้แย่หน่อยตรงที่ถ้าพูดไม่จบก็ต้องจบค่ะ มันจะตัดไปเลย กรุณาเช็คเวลาด้วย แบบที่สองเป็นแบบฟังแล้วก็พูด (ถ้าจำไม่ผิดนะ) พยามฟังให้ได้มากที่สุดค่ะ แล้วจดไว้ จะได้มีอะไรพูด 555 ส่วนอีกอันเป็นแบบอ่าน ฟังแล้วก็พูด อันนี้ต้องอ่านค่ะ เพราะจะไม่มีให้อ่านอีกแล้ว อ่านแล้วจำไว้เลยค่ะ จดก็ได้ค่ะ แต่อย่าจดเพลินนะคะ เพราะเราไม่มีเวลามากขนาดนั้นค่ะ เด๋วอ่านไม่จบ พออ่านเสร็จก็ต้องมาฟังค่ะ ก็จะเป็นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน แล้วเราก็พูดถึงความเห็นที่เราฟังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน แล้วก็แสดงความเห็นเรา ทั้งหมดนี่ต้องทำภายในหนึ่งนาทีเท่านั้นค่ะ อย่าช้า ช้าแล้วหมดเลยค่ะ สำคัญค่ะ สำเนียง สำคัญมาก ขอโทษนะคะ ดัดไปให้มากที่สุดเลยค่ะ พูดให้ชัดๆ อย่าอมค่ะ ดังๆ พูดไปเลยค่ะ

เขียนมาเยอะและ มีเรื่องอะไรอีกเนี่ย จบก่อนละกัน เหนื่อยล่ะ (จบมันดื้อๆ งี้แหล่ะ)

Comment

Comment:

Tweet

สำหรับคนไทย ส่วนใหญ่เวลาสอบ IELTS มักจะได้คะแนนมากกว่าครับ ถ้าเมื่อก่อนTOEFL ไม่มี speaking ก็ไม่แนะนำครับ แต่ปัจจุบัน ส่วนใหญ่เพื่อนสอบมาแล้ว IELTS จะผ่านได้เร็วกว่าครับ และสอบได้บ่อยครั้งกว่าด้วยครับ

#4 By martin (124.122.137.218) on 2009-11-05 14:53

เคยสอบแค่สองอันนี้เองอ่ะค่ะ ไม่เคยสอบ CU TEP แต่เห็นคนเคยสอบเค้าบอกว่าไม่ยากมากเท่าไหร่อ่ะค่ะ

ขอบคุณสำหรับดาวนะคะ (ว่าแต่ ไม่ได้ประชดใช่มั๊ยนี่ :)

#3 By ^^NamweeN^^ on 2008-11-09 20:12

โอ้ ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เอาดาวไปเลย Hot!

#2 By PiN on 2008-11-09 19:01

แนะนำด้วยค่ะ
ลงสอบ cu-aat & cu-tep
ไป
แล้วก็ว่าจะลงสอบ SAT ด้วย

พอจะรู้มั้ยคะว่า อันไหนยากยังไง เตรียมตัวยังไง

#1 By aprileighth on 2008-11-09 15:52